2006/May/16

งุงิ กับเรื่องหมากเตะ


รู้สึกขัดแย้งกันภายในตัวเองสูงจนทนไม่ไหวครับ ขอเขียนระบายหน่อย

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับหลายๆคนที่ว่า ประเด็นเชื้อชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหากมีความเป็นไปได้ที่งานศิลปะ พาณิชศิลป์ สื่อจินตนคดี หรือ อะไรก็ตามจะแสดงออกถึงการเหยียดหยามดูหมิ่นเชื้อชาติอื่นใดก็เป็นเรื่องไม่สมควร

เรื่องหมากเตะ ถ้าพูดกันจากทีเซอร์ที่ได้เห็นแล้ว ผมเองก็รู้สึกไม่ดี ไม่จำเป็นต้องลงลึกในแต่ละภาพ

แต่ขอใช้หลักการทางสังคมศาสตร์เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างความตลกกับคนกลุ่มต่างๆในสังคมก็พออธิบายประเด็นนี้ได้

หลักการก็คือ ความตลกนั้นมีอิทธิพลที่จะกด(และเหยียด)คนกลุ่มที่เห็นว่าน่าตลกโดยที่คนทำ(และสังคม)อาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้

ทำกระเทยให้เป็นเรื่องตลกก็คือ การกด(และเหยียด)กระเทยในทางอ้อม (และทางตรงในบางครั้ง)

ทำกระเหรี่ยงพูดไม่ชัดให้เป็นเรื่องตลกก็คือ การกดก(และเหยียด)กระเหรี่ยงในทางอ้อม (และทางตรงในบางครั้ง)

จีทีเอช ทำหน้าหนังและทีเซอร์ หมากเตะในรูปหนังตลก ผลที่ออกมาก็คือ กด(และเหยียด)คนลาว โดยอัตโนมัติ

เหมาะสมไหม ผมคิดว่า ไม่เหมาะสม ครับ

และถ้าหากหนังเรื่องนี้เป็นหนังตลกที่เล่นกับเรื่อง คนลาวไปบอลโลกจริง(ไม่ว่าจะเป็นประเด็นหลักหรือรอง) ก็ย่อมจะมี ชุดความคิด(และวาทกรรม)เหยียดคนลาวแฝงอยู่ในรูปใดรูปหนึ่งแน่นอน

เหมาะสมไหม ผมคิดว่า ไม่เหมาะสม มาก ครับ


แต่มันก็มีเรื่องที่ผมทำใจไม่ได้

ข้อแรกคือ ฉันทามติของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ เนื่องจากพอจะรับรู้ข่าวคราวของหนังเรื่องนี้จากเพื่อนที่เป็นหนึ่งในทีมงานมาก่อน ทำให้ผมรับรู้มาจากทางเพื่อน(ซึ่งอาจจะเป็นการเข้าใจผิด)มาโดยตลอดว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลก

แต่เป็น หนังการเมืองฟุตบอล ....ว่าด้วยการเสียดสีการเมืองในวงการฟุตบอลไทย

หากเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจจะมีแง่มุมนำเสนอที่ทำให้มองกลับกันได้เลยว่า นี่คือหนังด่าฟุตบอลไทย และอาจจะยาวไปถึง การมองคนลาวในแง่บวก(เช่นมีศักยภาพมากกว่า วัฒนธรรมบางอย่างเอื้อต่อการพัฒนาตนเองมากกว่า คนไทย) ไปได้

แต่ผมไม่รู้ ว่าหนังเรื่องนี้จริงๆเป็นอย่างไรเพราะผมยังไม่ได้ดู

ผมจึงโคตระ หงุดหงิด ที่สังคมส่วนหนึ่งตัดสินไปแล้วว่า หนังเรื่องนี้มันเลว

ผมเห็นด้วยที่มีการเลื่อนฉาย หลังจากทางการลาวแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ และเห็นด้วยเต็มที่หากทางหมากเตะจะแสดงความรับผิดชอบต่อความรู้สึกไม่ดีที่เกิดกับคนลาวที่ได้ดูทีเซอร์หนังเรื่องนี้

ผมเห็นด้วยหากคนที่ไม่พอใจกับทีเซอร์ตัวนี้จะตัดสินใจไม่ดูหนังเรื่องนี้

ผมเห็นด้วยหากคนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว(รวมทั้งท่านฑูตลาว) จะออกมาก่นด่าประนามหยามเหยียดหนังเรื่องนี้


แต่ผมไม่เห็นด้วยกับคนที่ออกมาก่นด่าประนามหยามเหยียดหนังเรื่องนี้ โดยดูแค่ทีเซอร์

...มันทำให้ผมรู้สึกว่า การใช้วิจารณญาณของพวกเขา(และเรา)มันตะแม่งๆ

..มันทำให้ผมนึกถึงพ่อแม่ที่เอาการ์ตูนลูกไปเผาหลังจากดูรายการหลุมดำ



การ์ตูนพวกนั้นอาจะสมควรเผาก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่คิดจะเปิดมันอ่านก่อน กรุณาอย่าเผาจะดีกว่าครับ



สุดท้ายแล้ว ผมไม่ได้คิดว่า พวกเราควรจะไปพิสูจน์ความจริงด้วยการไปดูหมากเตะ เพราะมันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น แถมอาจทำให้เป็นการสนับสนุนการทำการตลาดแบบแย่ๆทางอ้อมด้วย

แต่ที่ผมอยากจะให้คนที่บังเอิญมาอ่านบทความนี้ฉุกคิดก็คือ มาตรฐานในการจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

หมอ ประเวศ เคยบอกว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยเป็น สังคมแห่งความเห็น ไม่ใช่ สังคมแห่งความรู้

เรารู้เรื่องที่เราวิจารณ์ดีพอแล้วหรือยัง



หมากเตะ อาจจะกระทบความรู้สึกคนลาวจริง และไม่สมควรออกฉาย


แต่ ผมไม่อาจวิจารณ์ ก่นด่า ประนาม เหยียด ว่า หมากเตะ ดี หรือ เลว ได้ จนกว่าผมจะรู้เรื่อง หมากเตะ และ การเหยียดเชื้อชาติ ดีพอ



ปล. รวมถึงเรื่องคูฟีเวอร์ด้วย ถ้าคุณไม่เคยคิดหรือพยายามจะศึกษาในเชิงสังคม มานุษยวิทยา หรือแง่มุมไหนก็ตาม ว่าทำไมชาวบ้านพวกนั้นถึงบูชาสิ่งที่ไม่รู้จัก คุณก็กรุณาอย่าวิจารณ์เรื่องนี้เลยครับ เพราะอ่านไปอ่านมาแล้ว มันก็ไม่ต่างจากการดูถูกชาวบ้านเหล่านั้นเท่าไร



edit @ 2006/05/16 18:05:24

2006/May/13

ขาดหายไปนานมากกกกกกก เนื่องจากภาระในการงาน กลับมาคร่าวนี้บอกได้เลยว่า เดียวก็คงหายไปนานอีกนั้นแหละ เหอเหอเหอ

เร็วๆนี้มีคนถามผมว่า "ทำไมถึงสนใจเรื่องการเมืองและประเด็นทางสังคมต่างๆมากนัก"

ผมนิ่งๆ ไม่ตอบว่าเยี่ยงไร เพราะรู้ว่าคนถามไม่ได้ต้องการคำตอบจริงๆ

หลังจากนั้นผมหันย้อนมาถามตัวเองบ้าง ว่าทำไม...

พระพุทธศากยมุนี เคยตรัสว่า อตายะ สุขายะ หมายถึง เมื่อทุกคนมีความสุข ตัวเราก็มีความสุข หากทุกคนไร้ซึ่งสุข ตัวเราก็จะไร้ซึ่งสุขเช่นกัน

... มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ความสุขของมนุษย์จึงไม่ได้จมอยู่กับความสุขในปัจเจกของตนอยู่คนเดียว

แม้ลัทธิและแนวคิดปัจเจกนิยมจะขยายตัวมีอิทธิพลอย่างมากในสังคมเมืองชนชั้นกลางปัจจุบัน(ซึ่งเป็น"ที่อยู่"หลักๆของผม) แต่ผลกระทบที่ปัจเจกทั้งหลายต้องลิ้มรสก็คือ ความเหงาชิบหาย เหมือนนอนแก้ผ้าอยู่คนเดียวบนยอดตึกใบหยก

วลี"Alone in Everybody "

หนังของหว่อง

คือตัวอย่างที่ชัดเจนจนแทบจะทิ่มตา

ความเหงา ที่เกิดจากความเพียรพยายามที่จะหาความสุข ของปัจเจก ด้วยปัจเจก เพื่อปัจเจก

....ไม่แปลกเลยที่ผมจะหันหาความสุขของสังคมมากกว่าความสุขของปัจเจก เพราะความสุขของปัจเจก

แม่งเหงาชิบหายเลยไงครับ




edit @ 2006/05/13 23:48:02

2006/Apr/26

วันนี้ผมนั่งทำงานอยู่ที่ชั้น 34

....

ด้วยความขี้เกียจ จึงไม่น่าจะเรียกว่าเป็นการนั่งทำงานอยู่ซักเท่าไร

หนักไปทางนั่งเหม่อมากกว่า

....

ข้างนอกหน้าต่าง คือ กรุงเทพ เวลา 5 โมง 19 นาที ของวันที่ 26 เมษายน 2549

ตึกเรียงราย ทางด่วนกรีดกราย แล สะพานพระรามแปดตระหงิกๆอยู่ไกลๆ

....

ข้ามสิ่งเหล่านี้ไปคือ เส้นขอบฟ้า

เส้นขอบฟ้า เมื่อมองจากชั้น 34 กว้างราวกับเป็นโลกทั้งโลก

....

แม้เส้นขอบฟ้าที่ปรากฏในตาผมจะไม่ได้กว่างเท่าโลกทั้งโลกจริงๆ

แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความกว้างชิบหายของโลกได้จริงๆ

...

สมัยเรียนประถม วิชาสปช.บอกผมว่า ประชากรโลกมีอยู่ 2000 ล้านคน

ปัจจุบันจะเพิ่มเป็น 6000 ล้านหรือยังผมไม่รู้

.

รู้แต่ว่า โลกเราแม่งกว้างชิบหายจริงๆ

.

คนแม่งก็เยอะชิบหายจริงๆ

.

คนเราแม่งก็เหงาชิบหายกันจริงๆ

.

โลกยิ่งกว้าง

.

คนยิ่งเยอะ

.

เราก็ยิ่งเหงา

.

บางทีโลกที่มีแต่เราสองคนอาจจะไม่เหงาแบบนี้ก็ได้

...

ว่าแต่เราสองคนที่ว่านี่ ... ใครละเพ่




edit @ 2006/04/26 17:42:27


เชนนี่หว่า
View full profile