2006/Apr/15

บ่าย 3 โมง ผมโดดเรียนวิชาฟิสิกส์มานั่งเล่นที่ใต้ตึก 3
น้องม.ต้นกลุ่มหนึ่งเล่นวอลเล่ย์บอลกันอยู่แถวนั้น ส่งเสียงพอให้ผมไม่เหงา
โดยปกติแล้วบ่าย 3 โมงเป็นเวลาที่หลายๆชั้นเรียน ยังเรียนกันอยู่ ทำให้ใต้ตึกมักเงียบเหงาวังเวงชวนให้เด็กโดดเรียนอย่างผมหวาดหวั่นกับอาจารย์ที่มาเดินตรวจ
โชคดีที่มีน้องๆกลุ่มนี้คงถูกอาจารย์พละลอยแพให้เล่นวอลเล่ย์กันเอง ทำให้ผมที่นั่งอยู่ม้านั่งใต้ตึกคนเดียวไม่เด่นจนเกินควร

สำหรับเด็กม.ปลายสายวิทย์ที่ตั้งใจจะเอ็นท์สายศิลป์อย่างผม ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ก็เหมือนขอบพิชซ่าที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ จะให้กระเดื่อกลงคอก็พอได้ แต่ขอบายจะสบายกว่า
ถ้านั่งอยู่บนห้องเรียน ผมก็มักจะหยิบหนังสือที่ชอบมาสอดไส้อ่านเสมอ บางครั้งก็นิยาย บางครั้งก็การ์ตูน บางครั้งวรรณกรรม บางครั้งข้อเขียนวิพากสังคม
...ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 วินทร์ เลียว
...เขียนแผ่นดิน เปลวสีเงิน
...มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน อ.นิธิ
...เบอร์เซิร์ค ...ฮันเตอร์ๆ...เนกิมะ
...กล่องไปรษณีย์สีแดง เวอร์ชั่นโปรโมทเพื่อนสนิท
อย่างไรก็ดี สมาธิในการอ่านหนังสือของผมก็มักจะถูกกวนจากเพื่อนๆและอาจารย์เสมอ
เฮ้ย ดูดิ กูเล่นเกมงูในมือถือได้ สถิติใหม่อีกแล้ววะ --- เออๆๆ มึงเก่ง แล้วจะมาบอกกูทำไม
แรงที่กระทำต่อวัตถุนี้จะเป็นเท่าไร ใครตอบได้ --- เออ...ไม่ใช่ผมละกันครับอาจารย์
การโดดมานั่งอ่านหนังสือที่ใต้ตึกแบบนี้ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก
ทุกครั้งที่โดดผมมักจะเดินอ้อมลงบันไดให้ผ่านห้อง ม.5 / 3 หัวใจผมจะเต้นระทึก เหลือบสายตาให้ผ่านโต๊ะติดหน้าต่างกลางห้อง
ขอแค่เพียงเสี้ยววินาที
เสี้ยววินาทีที่ผมจะเห็น ตากลมๆคู่นั้น แก้มใสๆ หรือเพียงแค่ชายกระโปรง
เธอ ชื่อ ตา ชื่อเล่นง่ายๆที่มาจากพยางค์ท้ายสุดของชื่อจริง ปุชิตา
เธออยู่โรงเรียนนี้มาตั้งแต่ ม.ต้น เช่นเดียวกับผม แต่ผมเห็นครั้งเธอครั้งแรกตอนม.4 วันนั้นผมนั่งอ่าน โลกของจอม อยู่ในห้องสมุด
จอม เป็นเด็กหนุ่ม ผิวขาวซีด ความรู้สึกของผมที่หลบมาอ่านหนังสือคนเดียว ในขณะที่เพื่อนๆเล่นฟุตบอลกันข้างนอก ก็คงไม่แตกต่างกับจอมมากนัก
วินาทีนั้น ผมเงยหน้าขึ้นมาจากโลกของจอม ซบตากับดวงตากลมโตจนเหมือนจะมีแต่ตาดำคู่นั้น ผมเห็นหน้าเธอ แต่ไม่ได้ใส่ใจ เธอเห็นหน้าผมแต่ไม่ได้ใส่ใจ เธอเดินคุยเล่นออกไปกลับเพื่อน ผมก้มหน้าอ่านโลกของจอมต่อ....
อ่านโลกของจอมไปได้ครึ่งเล่ม ผมก็ลืมหน้าเธอไม่ได้
ผมยืมโลกของจอมจากห้องสมุดกลับไปอ่านที่บ้าน วันต่อมาผมอ่านโลกของจอมต่อไปอีกค่อนเล่ม โดยมีรูปของตาเป็นที่คั่นหนังสือ
เธอรู้ว่าผมชอบเธอ เพราะเพื่อนที่ให้รูปเธอกับผมเป็นคนบอก
ผมเคยโทรไปหาเธอ 1 ครั้งชวนเธอไปดูหนัง แต่เธอปฎิเสธว่าไม่ว่าง เพื่อนของผมบอกให้ผมลองโทรชวนใหม่ แต่ผมไม่ได้โทร...
ผ่านไปหนึ่งปีเศษ ...ผมยังมีความสุขกับการมองเธออยู่ฝ่ายเดียว

ผ่านไปหนึ่งปีเศษ ...ผมใช้รูปของเธอคั่น ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร
เงยหน้ามองฟ้าพักสายตา 2-3 นาที น้องๆที่เล่นวอลเล่ย์กันอยู่ เลิกกันไปแล้ว
4 โมงเศษ นักเรียนที่เลิกเรียนเริ่มลงมาจากตึก ใต้ตึกเริ่มอึกทึก เพื่อนของผมกลุ่มใหญ่เดาะบอลกันไปมาข้างๆม้านั่ง ผมเก็บหนังสือลงกระเป๋า เข้าไปแย่งบอลเพื่อนมาเล่นอยู่ 15 นาที ก่อนจะร่ำลาพวกมันไปห้องสมุด

หน้าห้องสมุด ข้างขวาเป็นที่สุ่มหัวของพวกแก๊ง แทมโบริน
แทมโบริน ชื่อเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง เป็นกลุ่มเด็กเก๋าที่มักจะทำตัวไม่ค่อยจะเก๋าซักเท่าไร สองอาทิตย์ก่อนพวก แทมโบริน เพิ่งโดนอาจารย์คาดโทษเพราะรุมกระทืบเด็กม.3ที่พวกมันหาว่าทำหน้ากวนตีน
ผมพอรู้จักพวกมันอยู่บ้าง ไอ้จิม หัวหน้าแก๊งเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์ถึงขั้นน่าเป็นห่วง ผมเคยไปทำรายงานกับเพื่อนที่บ้านมันครั้งหนึ่ง ไม่น่าจะเรียกว่าบ้าน แต่น่าจะเรียกว่าหมู่ตึกมากกว่า แต่ละหลังสูง4ชั้น มีลิฟเพื่อขึ้นลงสะดวก หน้าลิฟฉาบด้วยทอง มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่อยู่กลางหมู่ตึก ทุกครั้งที่เปิดประตูทุกคนจะเกร็งเพราะไอ้จิมเล่าว่า ลูกบิดแต่ละอันสั่งซื้อจากสิงคโปร์ในราคาหลักหมื่น
ทันทีที่พวกเราเดินเข้าไปในห้องรับแขก แทนที่จะเจอสมาชิกในครอบครัวของจิม แต่เรากลับพบหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเราหลายสิบคนนั่งเรียงรายอยู่เต็มห้องรับแขก ไอ้จิมเรียกผู้หญิงพวกนี้ว่าเป็น เนื้อสดของแม่
ไม่นานทุกคนก็เข้าใจ แม่ของจิม ส่งออกเนื้อสดไปญี่ปุ่น
ผมไม่แปลกใจที่ไอ้จิมจะเป็นเด็กมีปัญหา เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น มนุษย์จะเริ่มสร้างสิ่งที่เรียกว่าอัตตลักษณ์ทางสังคมของตนเอง ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่เด็กสนใจเรื่องที่เป็น อุดมคติ อุดมการณ์ การหาความหมาย และสร้างตัวตนของตนเอง
หากมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงในการให้ความหมายเชิงคุณค่าระหว่างสังคมโลกภายนอกกับครอบครัว ก็อาจทำให้อัตตลักษณ์ทางสังคมของเด็กคนนั้นสับสน บิดเบี้ยวได้ ไอ้จิมจึงกลายเป็นคนไม่รู้จักอะไรผิดอะไรถูก มองเห็นแต่ตัวเอง และพร้อมจะหักนิ้ว เหยียบหน้าอก น้องม.3ที่บังเอิญมาสบตามันเข้า

ข้างซ้ายของห้องสมุดเป็นสวนเล็กๆที่มีที่นั่งอ่านหนังสือ โรงเรียนเรียกมันว่า ห้องสมุดริมสวน ผมวางกระเป๋าและรองเท้าที่ชั้นวางหน้าห้องสมุดพร้อมกับหันไปมองที่โต๊ะหินอ่อนโต๊ะหนึ่งในสวน
ตา นั่งคุยเล่นกับเพื่อนอยู่ที่นั้น เธอเหลือบเห็นผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหลบสายตาหันไปคุยกับเพื่อนต่อ
ผมตัดใจละสายตาเดินเข้าห้องสมุด

กางหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ออก ข่าวการเมืองซาลงไปแล้ว นายกรัฐมนตรีประกาศไม่รับตำแหน่งหลังจากผลโนโหวตมากกว่าที่คาดการณ์ ไว้
ตอนที่นายกทักษิณ อ้างว่า การซื้อข่ายหุ้นของชินคอร์ปสามารถทำได้ไม่ผิดเพราะเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมาย ผมแทบจะลงไปขำกลิ้งอยู่กับพื้น เด็กม.ปลายทุกคนต้องท่องสอบวิชาสังคมว่า บรรทัดฐานทางสังคมมีสามแบบ 1. วิถีประชา 2. ศีลธรรม 3. กฎหมาย เรื่องที่ถูกกฎหมายอาจจะผิดวิถีประชาหรือผิดศีลธรรมก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าผิดบรรทัดฐานของสังคมอยู่ดี เมื่อกระทำผิดบรรทัดฐานก็ต้องมีการลงโทษทางสังคม การออกมาชุมนุมขับไล่นายกจึงเป็นเรื่องชอบธรรมกว่าการดำรงตำแหน่งของนายกที่ไร้ศีลธรรมเป็นไหนๆ เรื่องง่ายๆแค่นี้คนระดับนายกฯไม่รู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ ชวนให้น่าสมเพช สะอิดสะเอียน และขำขื่น
นายกรัฐมนตรีที่ไร้ศีลธรรมและความชอบธรรม ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตตลักษณ์ทางสังคมของสังคมไทยบิดเบี้ยวแปรปรวนไปหมด วุฒิภาวะของสังคมสับสนมึนงง แยกไม่ออกว่าอะไรผิดอะไรถูก เราลงโทษดาราสาวที่ท้องก่อนแต่งรุนแรงกว่าดาราหนุ่มที่เมาแล้วขับรถชนคนตาย เราเหยียบซ้ำนักร้องที่ถูกล่วงละเมิดนำไฟล์วีดีโอตอนมีเซ็กส์ไปเผยแพร่ เราซ้ำเติมคนด้อยโอกาส ยกย่องคนรวยที่ฉลาดในการเอาเปรียบอย่างแนบเนียน

รุ่นพี่ม.6หลายคนนั่งอ่านข่าวอยู่ที่โต๊ะตรงกันข้าม หลายเดือนก่อนเด็กม.6รุ่นที่แล้วต้องเผชิญหน้า กับปัญหาการตรวจข้อสอบ O-net A-net ที่เละเทะไม่เป็นท่า
นักเรียนม.ปลายหลายแสนคนทั่วประเทศ ไม่พอใจระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่ หลายคนพูดว่าทั้งความไม่พร้อมของ O-net A-net ทั้งความไม่แฟร์ของระบบแอดมิสชั่น มีผลต่ออนาคตของพวกเขาทั้งชีวิต
ผมไม่เชื่อ
คนส่วนใหญ่มองว่า การเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จะเป็นตัวกำหนดหน้าที่การงานและฐานะทางสังคมในอนาคต แต่ละคนจึงกระเสือกกระสนแก่งแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ บ้างก็ด้วยการเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐ บ้างก็ด้วยเงินถุงเงินถังของพ่อแม่เข้ามหาวิทยาลัยอินเตอร์เอกชน ยิ่งเร็วยิ่งดี ใครดีใครได้
การศึกษา กลายเป็นการลงทุน ความรู้มีไว้เพื่อใช้สอบ พฤติกรรมของผมและเพื่อนที่ไม่ใส่ใจเรียนวิชาที่ไม่ใช้สอบอย่าง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ก็เป็นผลพวงอย่างหนึ่งของค่านิยมนี้
การศึกษาตามแนวคิดของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เกิดจากความใคร่รู้ของนักเรียน เป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีนักเรียนม.ปลายคนไหนรู้จัก
การเชื่อมโยงองค์ความรู้ เพื่อใช้งานนอกเหนือจากการสอบจึงกลายเป็นความเพ้อฝัน
หันไปทางไหนทุกคนก็มุ่งแต่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะแก่งแย่งกันในสังคม
ภาพความสำเร็จกึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นโมเดลที่ทุกคนกระหายจะเป็น

ผมนึกถึงความฝันของตัวเองเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว... ในฝันผมเป็นนิสิตนิเทศจุฬา (ทั้งที่จริงๆแล้วผมตั้งเป้าว่าจะเข้าธรรมศาสตร์) นั่งเรียนอยู่ในคลาสของ อ.ย่า รศ.ดร.อุบลรัตน์ ยุวศักดิ์ วิชาสื่อจินคตีศึกษา ตอนนั้นเราวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องวัฒนธรรมโพสโมเดิร์น แล้วก็ต่อความยาวสาวความยืดกันไปที่ วัฒนธรรมบริโภคนิยม
ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบมาพูด คือ เรื่องการกระหายความสำเร็จทางวัตถุของวัยรุ่น เรามองว่า บริโภคนิยมและโลกาภิวัฒน์เป็นส่วนสำคัญที่ผลิตซ้ำ วาทกรรมความสำเร็จทางวัตถุ วัยรุ่นทุกคนรีบเร่งและให้คุณค่ากับความสำเร็จ มากกว่าความพยายาม ให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าวิธีการ
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน อาจเป็นวาทกรรมเก่าที่ผลิตซ้ำมาตั้งแต่ยุคทุนนิยมเก่า ที่เสี้ยมให้คนทำทำทำทำ ผลิตผลิตผลิต ไม่ลืมหูลืมตาเพื่อเป็นทาสในระบบทุน แต่ในโลกทุนนิยมใหม่ วาทกรรมที่เข้ามาแทนที่คือ ค่าของคนอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ ไลฟ์สไตล์ประกอบไปด้วยความสำเร็จและการบริโภค
คุณค่าของคนๆหนึ่งจึงอยู่ที่เขาCOOLแค่ไหน ฐานะดีไหม ใช้ของยี่ห้ออะไร ฟังเพลงของใคร ขับรถอะไร

ระหว่าง ครีเอทีฟโฆษณาหนุ่ม กับไอ้แก่นักวิจัยโทรมๆ
ระหว่าง ผู้กำกับหนังทำเงิน กับ คนฉายหนัง
จึงไม่แปลกเลยที่วัยรุ่นส่วนใหญ่จะเลือกแบบแรก

ชั่วขณะนั้น ผมหยุดคิด วางหนังสือพิมพ์ลง
ผมแอบสงสัยว่า ระหว่างตัวผม ที่เป็น ครีเอทีฟโฆษณาหนุ่ม กับไอ้แก่นักวิจัยโทรมๆ
ปุชิตา จะมองผมสองคนนั้นแตกต่างกันอย่างไร
จะเกลียดใคร ชอบใครมากกว่ากัน หรือ ไม่แตกต่างกัน
ผมไม่รู้...
ผมรู้แต่ว่า จริงๆแล้วทั้งสองคนก็ไม่แตกต่างกัน บางครั้งก็เป็นคนคนเดียวกัน
ทันทีที่ เดียว วิชชา โกจิ๋วหนึ่งใน 6 ผู้กำกับแฟนฉัน เรียนจบ เขาเลือกที่จะทำงานที่เขารักด้วยการสมัครเป็นคนฉายหนังที่โรงหนังแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าได้ดูหนังฟรี ทุกเรื่อง
บางทีทั้งคนฉายหนังและผู้กำกับทำเงิน ต่างก็เป็นคนรักหนังเหมือนๆกัน

เสียงออดดังขึ้นลั่นห้องสมุด 4.45 เวลาปิดห้องสมุด และสัญญาณว่าอีก 15 นาทีจะได้เวลารถโรงเรียนออก
รถโรงเรียนของโรงเรียนผมมี 21 คัน เป็นรถบัสแบบเดียวกับรถทัวร์ ติดแอร์ 10 คัน พัดลม 11 คัน
แต่ละคันวิ่งเหมือนรถเมล์ ออกจากโรงเรียนเป็นต้นสาย และจอดที่ป้ายรถเมล์เมื่อเด็กกดออด
ผมเดินออกจากห้องสมุด เดินผ่านโต๊ะที่ตานั่งอยู่ไปอย่างรวดเร็ว กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางสนามบอล ขึ้นรถสายโรงเรียน 18 นั่งลงที่ที่นั่งข้างประตูหลัง
ผ่านไป 3-4 นาที ผมเห็นตาเดินมาแต่ไกล
ลมโปรยพัดผมยาวเสมอไหล่ของเธอมาเคลียหน้าเล็กน้อย เธอใช้มือซ้ายเกี่ยวผมปอยนั้นไปทัดหู ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มสดใส ดวงตากลมโตคู่นั้นยิ้มไปพร้อมกัน
ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักเธอ หน้าตาดีดูสะอาดสะอ้าน คิ้วเข้มใส่แว่น ดวงตามีแววฉลาด หมอนี่ชื่อ ชัย เป็น เพื่อนผมตอนม.ต้น ตอนนี้เรียนอยู่ห้องคิง ใครๆก็รู้ว่า ชัย เป็นว่าที่ นิสิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยปิดของรัฐซักแห่งในอนาคตอันใกล้
ชัย คุยกับ ตาอยู่ซักพัก ก่อนที่จะโบกมือลาจากกัน เธอเหลือบมาเห็นผมมองอยู่
ผมยิ้มแล้วโบกมือให้เธอ เธอยิ้มตอบ ก่อนที่จะเดินต่อไปขึ้นรถสาย 13
ผมลงจากรถ
รถโรงเรียนสาย 1 คันแรกสุดขับออกไป ตามด้วยคันอื่นๆ ผมมองรถสาย 13 ขับออกจากโรงเรียนข้ามสะพานลับตาไป
มือขวายก ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร ขึ้นอ่าน เดินออกไปทางหน้าโรงเรียน วันนี้ผมอยากเดินอ่านหนังสือซักพัก
บางที พรุ่งนี้ผมอาจจะคุยกับเธอ
บางที.....



edit @ 2006/04/15 23:58:51
edit @ 2006/04/15 23:59:12

Comment

Comment:

Tweet


อ่านจบกันด้วยเรอะ
#3 by กำ (58.10.84.225) At 2006-05-19 20:43,
มึง...

มา nostalgic กูอีกละ..

เพิ่งดู มอแปด ไปเอง

คิดถึงสมัยมัธยม
สวัสดี ครับ
ถ้าผมไม่พลาด คุณจะคือ กระต่าย ยังไม่ตายยยย ที่ไปโพสต์ความคิดส่วนตัวในกระทู้ ของคนคลั่งคอนเสิร์ต ที่มีอำนาจคนหนึ่งในสังคม เนื่องจากความเห็นที่แตกต่าง...ใช่ไหมครับ
และถ้าเป็นเช่นนั้น...

บทความนี้ของคุณ ถ้ามันเป็นของความคิดคุณ ผมว่ามันเยี่ยมมากครับ แต่ถ้ามันถูกคุณคัดลอกมา..แปะ ไว้ มันจะไร้ซึ่ง ค่า ใดใด

เช่นกันกับที่คุณไปโพสต์ปาวๆ

ผมเหมือนคนที่ถูกกล่าวถึงมากกว่าคุณอีก จากที่ผมมาเยี่ยมชมบล็อกคุณแล้ว และในตอนนี้ ผมเข้าบล็อกตัวเองไม่ได้
อาจเป็นเพราะว่าผมไม่ได้อัพมานาน หรือว่าเนื้อหาของผม แนวไป ..ก็อาจเป็นได้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่ได้ตั้งใจทำมันนี่ครับ กว่าหน้าตามันจะออกมาถูกใจคนเรื่องมากอย่างผมได้ มันเล่นเอาซะผมไปทำงานสายติดกัน สองอาทิตย์ มันค่อนข้าง "ไพเราะ" ตามความคิดของผมแล้ว ผมจึงวางใจ และคิดว่าในโอกาสต่อๆไป ผมจะหาซื้อกล้องดิจิทัล ซักตัวมาถ่ายภาพที่ผมอยากถ่าย มา "โชว์" แต่สุดท้ายคือ ผมทำไม่ได้ อีกแล้ว...

เว็ปมาสเตอร์ทำถูกแล้ว แต่ ผม..ทำผิดอะไร
#1 by quarkvon (125.25.133.246) At 2006-05-05 17:30,

เชนนี่หว่า
View full profile