2006/Jun/30

ถึงมิตรที่ไม่รู้ เรื่องไร
เป็นเรื่องกูจะไป ฟรอริด้า
ฤกษ์ถึงที่จรไกลนั้นก็ กันยา
แต่แม่งกูมันบ้า บอกลี้ วันพุธ

พุธหน้าไปแล้วแน่ เพื่อนเอ๋ย
เลี้ยงส่งต้องมาเลย ศุกร์หน้า
พอถึงศุกร์เฉลย กันยา ถึงไป
หลอกเพื่อนทำงานช้า แม่งเหี้ย จริงจริง

โลกนี้ใครไม่พลั้ง พลาดบ้าง ไป่มี
กูนี่ใช่หอบฟาง ไม่บ้า
ทำผิดที่ผิดทาง อำพี่ หลอกเพื่อน
ถึงเจื่อนหวังมิตรข้าเลิกแค้น ให้อภัย

2006/May/24

รับเทศกาลรับน้อง ด้วยคำถามบั่นทอนปัญญา

อาชีพอะไรที่รุ่นพี่อยากเป็นที่สุด

เฉลย นักร้อง ครับ

เพราะ นักร้อง น้องรัก ฮิ้ววววววววววววววววววว

เชยและเห่ยบรม

จบแล้ว

2006/May/19

*** บทความโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ นี้ ผมนำมาลงไว้พื้นประโยชน์ทางวิชาการส่วนตัวและส่วนรวมบ้างตามแต่โชค(หรือเคราะห์)ของใครจะนำพา หากมีเหตุให้ใครไม่พอใจ ขอให้คอมเม้นท์ไว้ แล้วผมจะลบทิ้ง ..อ้าว ล้อเล่นครับ

*** กรุณาอ่านหนังสือให้แตก ก่อนคอมเม้นท์นะครับ

*** ผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า บทความนี้ ไม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากใครไม่เห็นด้วย กรุณาชี้แจง

เรารักในหลวง (นิธิ เอียวศรีวงศ์)
เรื่องที่ผมจะคุยต่อไปนี้ล้วนลอกขี้ปากของครูผมคนหนึ่งมา ผมพบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในการสนทนากันนี้น่าสนใจ และเกินสติปัญญาที่ผมจะคิดได้เอง จึงอยากนำมาเล่าต่อ

ผมคิดอยู่นานว่าจะอ้างชื่อของครูดีหรือไม่ ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าไม่อ้างดีกว่า ตัวท่านเองก็เขียนหนังสือมาก จนผมตามอ่านไม่หมด ฉะนั้น ถ้าท่านเขียนไว้แล้ว คนที่เคยอ่านก็คงรู้แล้วว่าผมลอกเขามา ถ้าท่านยังไม่ได้เขียนสักวันหนึ่งท่านก็คงเขียน และก็รู้กันว่าผมลอกเขามาอยู่นั่นเอง

ที่ต้องออกตัวเป็นจ้าละหวั่นแต่ต้นนั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องมันน่ากลัวหรืออันตรายอะไรหรอกนะครับ อันที่จริงครูผมท่านพูดไว้นิดเดียว แต่ผมเอามาขยายความเอาเอง เพื่อให้เข้าใจง่ายแก่คนที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนา แถมยังเติมอะไรลงไปตามใจชอบเสียอีก ฉะนั้น ถึงอย่างไรผมก็ต้องรับผิดชอบเต็มประตูอยู่นั่นเอง

คงเคยเห็นป้ายที่ติดหลังรถยนต์ - ซึ่งน่าสังเกตด้วยนะครับว่าเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล - หรือบางครั้งก็บนแผ่นหลังของหญิงชายที่สวมเสื้อยืดสีเหลือง ข้อความมีว่า "เรารักในหลวง" หรือบางแห่งก็รู้ขนบธรรมเนียมดีกว่านั้น กลายเป็น "เรารักพระเจ้าอยู่หัว" คำว่า "รัก" บางทีก็ไม่เป็นตัวอักษร หากเป็นรูปหัวใจสีแดงแทน

ย้อนไปเพียงร้อยปีที่แล้ว คนไทยสมัยนั้น ไม่ว่าจะมีความรู้สึกต่อพระเจ้าอยู่หัว คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ อย่างไรก็ตาม คงไม่กล้าใช้คำกริยาว่า "รัก" กับพระเจ้าอยู่หัว เป็นอันขาด เพราะคำว่า "รัก" เป็นทั้งกริยาและความรู้สึกที่มีต่อคนเสมอกับเรา... ถ้าเชื่อเหมือนผมว่าความรักไม่ได้เป็นธรรมชาติ หากเป็นวัฒนธรรม ฉะนั้น ความรู้สึกรักในแต่ละวัฒนธรรมและยุคสมัยจึงต่างกัน... และคำนี้ในภาษาไทยอย่างน้อยนับตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา หมายถึงกิริยาและความรู้สึกที่เราอาจมีต่อคนที่เท่าเทียมกับเรา

แล้วทวยราษฎรจะไปมีกิริยาและความรู้สึกที่เท่าเทียมกับพระเจ้าอยู่หัวได้อย่างไร

จริงอยู่หรอกครับว่า คนขับรถเจ้าคุณอาจไป "รัก" กับลูกสาวเจ้าคุณได้ในนวนิยายรุ่นแรกๆ ของไทย แต่นั่นหมายถึงความรู้สึกระหว่างมนุษย์ที่ถอดเอาสถานภาพออกไปแล้ว และกลับมาเป็นมนุษย์ซึ่งล่อนจ้อนจากสังคมเท่ากัน อันเป็น "สาร" สำคัญที่นวนิยายสื่อให้แก่ผู้อ่าน

แม้ผู้ตั้งพระสมัญญานามแด่พระพุทธเจ้าหลวงจะใช้คำว่า พระเจ้าอยู่หัว เป็น "ที่รัก" ของราษฎร แต่ไม่มีใครกล้าใช้คำนี้กับพระเจ้าอยู่หัว ที่ใกล้ที่สุดที่จะเปล่งออกมาในภาษาไทยได้ก็คือ "พระปิยมหาราช"... เป็นเสียงแขกที่สลัดนัยะสำคัญแห่งความเท่าเทียมของคำว่า "รัก" ในภาษาไทยออกไปเสีย

ยังมีอีกคำหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ยินใครใช้กับพระเจ้าอยู่หัวบ่อยนัก นอกจากพวกผู้ดีเก่าหรือผู้ดีใหม่ที่มีอำนาจทางสังคมและการเมือง นั่นคือ "สงสาร" เช่น คุยการเมืองกันแล้วพูดถึงการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแย่งอำนาจกันทางการเมืองว่า "สงสารพระเจ้าอยู่หัว" หรือ "สงสารในหลวง"

คำนี้ยิ่งแล้วใหญ่นะครับ เพราะกิริยาและความรู้สึกอย่างนี้เป็นสิ่งที่คนไทยสมัย ร.5 คิดไม่ถึงว่า เราจะมีต่อพระเจ้าอยู่หัวได้อย่างไร เพราะสงสารมักเป็นความรู้สึกที่มีต่อคนที่ด้อยกว่า ราษฎรทำได้แค่ "เห็นพระทัย" พระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ถึงกับ "สงสาร"

แม้แต่คำว่า "ในหลวง" แต่ก่อนก็ไม่ใช่คำที่ราษฎรจะใช้เรียกพระเจ้าอยู่หัว เพราะเป็นคำที่เฉพาะข้าราชบริพารใกล้ชิดเท่านั้นใช้เรียก แต่เวลานี้ คำว่า "ในหลวง" กลับเป็นคำที่ผู้คนใช้มากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมักเรียกสมเด็จพระศรีนครินทราฯ ว่า "สมเด็จย่า" มีเพลงร้องที่อ้างถึงพระเจ้าอยู่หัว ว่า "พ่อ" ได้เต็มปากเต็มคำ

การนับญาติกับพระเจ้าอยู่หัวเป็นสิ่งที่คนไทยไม่เคยคิดแม้แต่เป็นพระญาติจริงๆ ก็ไม่พึงเรียกพระเจ้าอยู่หัวว่าน้อง, ว่าหลาน, ว่าเขย ฯลฯ แต่คนไทยปัจจุบันกลายเป็นเจ้ากันไปทั้งเมือง ความรู้สึกผูกพันกลายเป็นความรู้สึกของเครือญาติ

ในญี่ปุ่น เจ้าฟ้าหญิงอาจเษกสมรสกับชายสามัญชนได้เป็นครั้งแรก แม้ต้องทรงสละอิสริยยศก็ตาม แต่ถ้ามองย้อนกลับไปยังขนบธรรมเนียมอันเคร่งครัดของราชบัลลังก์ดอกทานตะวัน ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก หากชาวญี่ปุ่นกลับต้อนรับการเษกสมรสอย่างราบเรียบ ไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย...เหมือนลูกสาวของคนที่เราเคารพแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาไปเท่านั้น

ในอังกฤษ ข่าวอื้อฉาวของเจ้าฟ้าชายและหญิง กลับทำให้คนอังกฤษกลุ่มที่ไม่นิยมสถาบันกษัตริย์ และพลอยไม่ชอบพระบรมราชินีนาถ หันกลับมา "รัก" และ "สงสาร" พระองค์มากขึ้น (แม้ว่าบางคนยังอาจรังเกียจสถาบันกษัตริย์เหมือนเดิมก็ตาม) คือรู้สึกเห็นใจในความทุกข์และความเดือดร้อนพระทัยของพระองค์ เหมือนที่ผู้คนอาจรู้สึกอย่างนั้นได้กับ "สุภาพสตรีบ้านถัดไป" ซึ่งประสบชะตากรรมเดียวกันนั่นเอง

สังเกตนะครับว่านี่เป็นความรู้สึกแบบ "กระฏุมพี" คือคนชั้นกลางในเมืองนั่นเอง มองมนุษย์เหมือนกันหมด ต่างกันก็แต่ฐานะทางเศรษฐกิจเท่านั้น ฉะนั้น ไม่ว่าเลือดจะสีอะไร ก็อาจมีความรู้สึกต่อคนคนนั้นได้ไม่ต่างจากรู้สึกต่อคนเลือดอีกสีหนึ่ง ความผูกพันที่กระฏุมพีมีต่อพระเจ้าแผ่นดินไม่ใช่ความผูกพันอย่างข้าทาสกับนาย แต่เป็นความผูกพันกับคนที่ถือว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มกระฏุมพีด้วยกัน

กระฏุมพีมองเจ้านายเป็นหัวหน้าของตน และคาดหวังพฤติกรรมของเจ้านายอย่างเดียวกับที่ตัวคาดหวังจากคนที่ตัวรัก และศรัทธาในหมู่กระฏุมพีด้วยกัน ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เจ้านายทั้งโลกถูกทำให้เป็นกระฏุมพีไปหมด. เราอาจเรียกความรู้สึกอย่างนี้ว่า ความ "จงรักภักดี" ได้หรือไม่ ผมคิดว่าได้ เพราะความจงรักภักดีก็เหมือนความรู้สึกอีกหลายอย่างของมนุษย์ คือเป็นวัฒนธรรม ฉะนั้น จึงแปรเปลี่ยนเนื้อหาไปได้เรื่อยๆ และผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจาก "ความจงรักภักดี" ที่คนโบราณมีต่อกษัตริย์ของตัวด้วย

ฉะนั้น กระฏุมพีเป็นคนเปลี่ยนเจ้านายให้เป็นพวกเดียวกับตัว หรือเจ้านายเปลี่ยนเองจึงไม่สำคัญนัก เพราะเจ้านายย่อมต้องการความจงรักภักดีจากราษฎร และกระฏุมพีหรือคนชั้นกลางเป็นส่วนสำคัญที่สุดของราษฎรทั้งหมด จึงเป็นธรรมดาที่เจ้านายกลายเป็นหัวหน้าของกระฏุมพีไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะพอพระทัยหรือไม่ก็ตาม

ในฐานะหัวหน้าของกระฏุมพีนี่แหละครับ ที่ผมคิดว่าทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะด้านที่ถูกเรียกกว้างๆ ว่า "ศีลธรรม" เพราะศีลธรรมซึ่งเป็นหนึ่งในฐานอำนาจของเจ้านายคือ "ศีลธรรม" แต่สมัยก่อนนี้ เจ้านายมี "ศีลธรรม" ชุดหนึ่ง ในขณะที่ประชาชนอื่นๆ มีศีลธรรมอีกชุดหนึ่ง ผมขอยกตัวอย่างสุดโต่งเลย

พระเจ้าฮายัม วูรุค ในตำนานเรื่องหนึ่งของชวา ทรงหักหลังคนมาเนืองนองก่อนขึ้นครองราชสมบัติ เป็นชู้เมียเขาจึงเป็นฆาตกรฆ่าผัวเสียด้วยเลย เป็นกษัตริย์แล้วก็ทรงมีสนมนับไม่ถ้วน ไม่ทรงซื่อสัตย์ต่อใครจริงสักคน ทั้งหมดเหล่านี้นักวิชาการเขาอธิบายว่า เนื้อเรื่องเช่นนี้ทำให้ชาวชวาเชื่อว่า พระองค์เป็นอวตารของพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้น จึงทรงอยู่เหนือศีลธรรมของมนุษย์

ความรู้ประวัติศาสตร์อังกฤษของผมไม่พอจะรู้ได้ว่า ราษฎรในสมัยพระเจ้าเฮนรีที่เจ็ดรู้สึกอย่างไรต่อการเปลี่ยนพระราชินีและสำเร็จโทษพระราชินีถึง 7 พระองค์ ตอนองค์แรกราษฎรไม่พูด องค์ 2 ก็ไม่พูดอีก องค์ 3 ก็ยังเฉย แล้วสี่ห้าหกเจ็ดล่ะครับ? ผมสงสัยว่า อาจไม่ถึงขนาดชาวชวาโบราณแต่ก็คงเห็นว่าเจ้านายใช้ศีลธรรมคนละชุดกับตัว ฉะนั้นจึงไม่ใช่ธุระ

แต่เมื่อเจ้านายกลายเป็นหัวหน้ากระฏุมพี ศีลธรรมก็กลายเป็นชุดเดียวกับของกระฏุมพี ความประพฤติที่สอดคล้องกับอุดมคติทางศีลธรรมของกระฏุมพีจึงกลายเป็นความคาดหวังของผู้คน

ผมใช้คำว่า "อุดมคติ" เพื่อจะบอกว่า ในความเป็นจริงนั้นกระฏุมพีไม่ได้ประพฤติตามอุดมคติอย่างนั้นหรอกครับ แต่เขาอยากให้หัวหน้าของเขาประพฤติสิ่งที่เขาไม่ได้ประพฤติ เช่นกระฏุมพีอาจจะมากชู้หลายเมีย แต่อุดมคติของเขาคือเมียเดียวและความซื่อสัตย์ต่อเมียอย่างไม่บกพร่องใดๆ เจ้านายที่จะได้รับความ "จงรักภักดี" จากกระฏุมพีอย่างเต็มหัวใจต้องทำอย่างนั้นได้

กรณีอื้อฉาวของมกุฏราชกุมารอังกฤษนั้น ถ้าท่านทรงเป็นแค่ประธานบริษัทสักแห่ง ก็เรื่องเล็กนะครับ แต่เพราะท่านทรงเป็นมกุฎราชกุมาร จึงทำให้คนอังกฤษกลืนไม่ค่อยลง

โอรสของราชาธิบดีประเทศเพื่อนบ้านของเราแห่งหนึ่ง ถูกนินทาว่าแอบขนรถหรูเข้าประเทศโดยไม่เสียภาษี ทั้งๆ ที่นักการเมืองของเขาก็มักทำอย่างนั้นอยู่เสมอ และใครๆ ก็ลือกันให้แซดไป แต่ถ้าเป็นเจ้านายแล้ว จะลือและนินทากันมากกว่าหลายเท่านัก

พระสวามีของพระราชินียุโรปอีกประเทศหนึ่ง แอบกินสินบนบริษัทเครื่องบินอเมริกัน ก็นินทากันจนแทบจะไม่อยากให้ใครเห็นพระพักตร์ อันที่จริงเรื่องการกินสินบนก็เป็นสิ่งที่กระฏุมพีปฏิบัติกันแพร่หลายพอสมควร แต่อุดมคติของศีลธรรมไม่อนุญาตให้ทำได้ เจ้านายจึงทำไม่ได้ ส่วนกระฏุมพีทำได้บ้างถ้าแน่ใจว่าไม่มีใครจับได้

เรื่องอุดมคติของศีลธรรมกระฏุมพีจะเป็นการท้าทายครั้งใหญ่ของชนชั้นเจ้านายทั้งโลก เพราะกลายเป็นกระฏุมพีแล้วไม่ได้เป็นกระฏุมพีธรรมดา แต่กลับถูกบังคับให้เป็นอุดมคติที่ไม่มีใครทำได้เลย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

นำมาจาก http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95147.html

///////////////////////////////////////

/////////////////////////////////////////

จากการวิเคราะห์ของอาจารย์นิธิด้านบนแล้ว ทำให้ผมเกิดคำถามว่า

ระหว่าง

ความจงรักภักดีต่อ ในหลวง แบบโบราณ ที่ไม่มีการกำหนดมาตรฐานศีลธรรมของเราให้พระองค์ แยกศีลธรรมคนละชุด

กับ

จงรักภักดีแบบปัจจุบัน หรือ แบบเรารักในหลวง ที่เรานำมาตรฐานศีลธรรมของเราไปใช้กับพระองค์ ใช้ชุดศีลธรรมชุดเดียวกัน

อย่างไหน เหมาะสมกว่ากัน

แล้วเหมาะสมที่ว่า

เหมาะสม ต่อ สังคม หรือ เหมาะสมกับ พระองค์

...ผมไม่รู้




edit @ 2006/05/19 20:21:35 ชื่อและอะไรหลายๆอย่าง
edit @ 2006/05/19 20:29:45


เชนนี่หว่า
View full profile